วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

หญิงไทยนอกใจ! ไม่ซื่อสัตย์ต่อคนรัก อะไรคือแรงผลักดัน?


      
       
เป็นที่ฮือฮาและน่าตกใจอย่างยิ่งกับโพลดูเร็กซ์ระบุ ผู้หญิงไทยถูกจัดอันดับว่ามีความไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่ครองคนรักสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีอัตราการนอกใจสูงที่สุดในเอเชีย
       
       หญิงไทยส่วนใหญ่อยู่ในกรอบสังคมศีลธรรม ประเพณี และมีความละอายต่อเรื่องเพศมิใช่เหรอ 

      
       “มนุษย์เรามีแรงผลักดันในการมีคู่มากกว่า 1 อยู่แล้วครับ ซึ่งแต่ละคนก็จะต่างกันไปทั้ง แรงผลักดันทางเพศ ได้แก่ ฮอร์โมน สัญชาติญาณการขยายพันธุ์ การหาคู่” นพ.โยธิน วิเชษฐวิชัย จิตแพทย์จากโรงพยาบาลสมิติเวช กล่าว

       ค่ะ เราไม่นำเสนอถกถามกับคุณหมอในประเด็นวัฒนธรรมประเพณีความเป็นหญิงไทยที่นักจัดระเบียบครอบครัวออกมาเถียงแทนแล้ว หรือระหว่างความตรงไปตรงกับความเห็นแก่ได้ทางการตลาดของเจ้าภาพโพลนี้หรอกนะคะ
       
       เราสนใจประเด็นความเป็นมนุษย์ที่มีแรงขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณทางเพศ ทว่าก็ผกผันตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป..มากกว่า

       
       “แรงผลักดันในชีวิต ได้แก่ การอยากได้อยากดี อยากเด่นดัง อยากรวย อยากเหนือกว่าคนอื่น จากมีแฟนอยู่แล้วรู้สึกว่ายังไม่ดี ก็หาใหม่ เพื่อให้ได้รับการยอมรับในสังคมของตน

       
       และสุดท้ายแรงผลักดันในการแก้แค้น การเอาชนะ เช่น เคยถูกกระทำนอกใจ ก็เอาคืน” 

       
       ผู้หญิงยุคใหม่ทำมาหากินเอง ไม่ง้อสามี 

      
       “ความไม่ซื่อสัตย์ของผู้หญิงต่อคู่ของตัวเองนั้นมีมาเรื่อยๆ อยู่แล้วในสังคมปัจจุบัน และในสังคมโบราณ เพียงแต่การได้รับการยอมรับนั้นจะเป็นไปตามแต่ละยุคสมัย
       
       สมัยโบราณอย่างคลีโอพัตรา นางก็มีคู่หลายคน ผู้หญิงในประวัติศาสตร์ก็มีมากมายที่นอกใจสามี เพียงแต่ระยะหลังจะมีแนวโน้มมากขึ้น 

       
       อย่างที่เราทราบกันว่า เพราะช่องทางในการเจอ พบปะกันง่ายขึ้น ผิดกับผู้หญิง ผู้ชายในยุคอดีตที่กว่าจะเจอ จะรักกันนั้นยากเหลือเกิน

       อีกทั้งผู้หญิงปัจจุบันอาจจะไม่ต้องง้อผู้ชายมากเหมือนในอดีต เพราะสามารถทำงานหาเงิน เลี้ยงตนเองได้จึงไม่จำเป็นต้องง้อผู้ชายหากชีวิตคู่ไม่สามารถไปด้วยกันได้ ผู้หญิงจึงพร้อมหาผู้ชายอื่นมาทดแทนที่ได้เสมอ
      
       หากเป็นสมัยก่อนผู้หญิงต้องยอมทนให้สามีกดขี่ข่มเหง บางครั้งลามปามไปถึงการทำร้ายร่างกายเพียงเพื่อให้เขายังเลี้ยงดู ให้เงินใช้ เพราะผู้หญิงเป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูก จึงไม่มีอาชีพที่จะหาเลี้ยงดู หรือยืนด้วยลำแข้งตนเองได้

       
       ผู้หญิงสมัยนี้จึงได้เปรียบผู้หญิงยุคเก่า เพราะมีการศึกษาทัดเทียมผู้หญิง บางครั้งหน้าที่การงานจะดีกว่าซะด้วยซ้ำ ทะเลาะกันก็เลิก ไม่มีการปรับความเข้าใจ หรืออดทน ให้อภัยกันเหมือนอดีต”

      
       ความไม่เข้าใจกันบ่อเกิดการมีกิ๊ก
      
       “ทว่า การที่ผู้หญิงจะไปมีชู้ในขณะที่ตนเองมีสามี หรือแฟนแล้วนั้นอาจจะมีหลายปัจจัย ถ้าถามว่าอะไรเป็นสาเหตุเดียวคงจะไม่ใช่
       แต่ที่ปัจจุบันการนอกใจนั้นมีมากขึ้น เพราะอย่างที่ทราบกันว่า Social Network เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ก็เป็นอีกช่องทางทำให้นอกใจมากขึ้น เป็นสาเหตุที่ทำให้คนนอกใจกัน แต่ไม่ใช่สาเหตุใหญ่ที่สุดที่ทำให้คนนอกใจกัน
       
       สาเหตุใหญ่ คือ การที่คนสองคนไม่มีความเข้าใจกันแล้ว ไม่ได้รักกันแล้ว อันนี้เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งมากกว่า เพราะบางคนมีช่องทางให้นอกใจมากมายแต่เขาไม่ทำ ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุทางด้านจิตใจมากกว่า เป็นแนวคิด บุคลิกภาพส่วนตัวของเขา 

       
       ส่วนพวกสาวพวกล่าแต้มอาจใช้ได้ในบางสังคมเท่านั้น นั่นคือเรื่องที่พวกเขาอาจจะชอบความท้าทาย เป็นการส่วนตัว เป็นความคิดความเชื่อ บุคลิกภาพของเขามีถูกปลูกฝังมา ว่าถ้าแย่งคนอื่น หรือมีแฟนหลายคนจะเป็นเรื่องที่ดี 

       
       ส่วนคู่ที่รักกัน เข้าใจกัน ถามว่าจะมีโอกาสที่เขาจะนอกใจกันมั้ยก็มีนะ แต่เปอร์เซ็นต์จะน้อยกว่า ส่วนใหญ่ที่เราเห็นว่าคนจะนอกใจกันนั้น ส่วนใหญ่จะมีปัญหาความไม่เข้าใจกันมากกว่า 

       
       ถ้าเอา 2 กลุ่มมาเปรียบเทียบกัน โอกาสนอกใจ มีชู้ แต่น้อย ในขณะที่กลุ่มที่ไม่เข้าใจกัน โอกาสที่จะนอกใจ มีชู้ จะมากกว่า”

      
       “อยู่ก่อนแต่ง”ทำหญิงไทยเปลี่ยนคู่ง่ายขึ้น
       “ผมไม่แน่ใจในโพลว่าที่บอกว่าผู้หญิงไทยไม่ซื่อสัตย์กับคู่ตัวเอง คนเหล่านี้ไม่ซื่อสัตย์ต่อการตอบคำถามด้วยหรือเปล่า
       
       ปัจจุบันเรายอมรับการอยู่ด้วยกันก่อนแต่งค่อนข้างสูง บางทีพอสังคมยอมรับอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น จึงเป็นปัจจัยให้การจะทำอะไรก็ดูง่ายไปเสียหมด

       
       เช่นเดียวกับกับการเปลี่ยนคู่ที่ง่ายดายเหลือเกิน โดยที่ไม่ต้องมีพิธีการเช่นสมัยก่อน ก่อนจะอยู่ด้วยกัน จะต้องทำพิธีแต่งงานให้พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายรับทราบจึงจะอยู่ด้วยกันได้

       
       ซึ่งดูจะเป็นเรื่องยากในสมัยนี้ เพราะการอยู่ก่อนแต่งในสังคมไทยเริ่มมีมากมายหลายคู่ ส่วนใหญ่จะมักเลือกอยู่ก่อนแต่ง จึงทำให้หญิง ชาย อยู่กันง่ายขึ้นในการจะไปอยู่ด้วยกัน ดังนั้นพอการอยู่ด้วยกันก่อนแต่งมากขึ้น จึงทำให้การเปลี่ยนคู่ง่ายกว่าสมัยก่อน เอาแต่ใจตนเองมากขึ้น ไม่มีความอดทน ไม่มีความให้อภัยกัน”

      
       ศีลธรรมเสื่อม ให้ค่าความรักน้อยกว่าวัตถุ
      
       “แต่สิ่งที่ทำให้แรงผลักดันหรือการนอกใจไม่ได้ออกมาในสังคม คือ ความรัก และ เข้าใจ คู่ของตน ถ้ารักก็ไม่อยากให้แฟนเสียใจ 
       
       รวมถึงกรอบค่านิยม ของสังคม เช่น สังคมบางที่ไม่สนับสนุนการนอกใจ และ ประณามอย่างรุนแรง 

       ศีลธรรม ประจำใจ ของคนนั้น เช่นความรู้สึกดี ถูกผิด
       
       เรื่องความสามารถในการคาดการณ์ ผลลัพธ์ ของการนอกใจ ว่าอาจเกิดผลร้ายพวกเธอจึงไม่นอกใจสามีตนเอง และการมีโอกาสที่จะนอกใจ เช่น สถานการณ์ หรือเพื่อนพาไปเจอผู้ชายคนใหม่ หากสถานการณ์ไม่ได้ โอกาสก็ไม่มี

       
       ทว่า เมื่อพบว่า สถานการณ์ของสังคมที่เปลี่ยนไป ก็ย่อมมีผลทำให้การนอกใจมากขึ้น เช่น การมีโอกาสที่เพิ่มมากขึ้น ในการพบปะผู้คน เช่น Social Network หรือ การออกจากบ้านทำงาน ของเพศหญิง ที่มากกว่าแต่ก่อน ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก

       
       การเปลี่ยนไปของค่านิยมในสังคม ที่ให้การยอมรับกับการนอกใจมากขึ้น และการปลูกฝังด้านศีลธรรมลดลง พ่อแม่ไม่มีเวลาสอน หรือเป็นตัวอย่างไม่ดีให้ลูก ให้กิเลสบังตา จนมองไม่เห็นผลร้ายตามมา

       
       สิ่งสำคัญคือ การเอาใจใส่กันทางจิตใจที่น้อยลง ให้ความรักกันด้านวัตถุมากขึ้น เช่นให้เงิน ให้ของ แต่ไม่ได้ให้ใจ จึงอาจเป็นไปได้ที่จะมีการนอกใจมากขึ้นในปัจจุบัน และ ในสังคมไทย ที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านวัตถุอย่างรวดเร็ว 

       
       ขณะที่ทางด้านจิตใจเปลี่ยนแปลงไปในทางแย่ รับการยอมรับในสิ่งที่ผิดมากขึ้น และ เข้าข้างตนเองมากขึ้น”



ร่างกายล้า สุขภาพเสื่อม เบื่อเซ็กซ์! ศาสตร์ “ชะลอวัย” ช่วยคุณป้องกันได้


      
       
มักได้ยินคำว่า ศาสตร์แห่งการชะลอวัย หรือ Anti-Aging บ่อยๆ ถึงขนาดมีการร่ำเรียนเป็นล่ำเป็นสัน ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจบสาขาวิชานี้โดยตรง
       เรามารู้จักกันหน่อยว่า เจ้าศาสตร์นี้ใช้วิธีอะไรในการรักษา และภาวะเริ่มแก่(แล้ว)เป็นโรคด้วยหรือ ฯลฯ พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชะลอวัย จาก Addlife Anti-Aging Center มาอธิบาย ณ ตรงนี้ค่ะ
      
       
ร่างกายเริ่มเสื่อม โรคร้ายเริ่มมา บ่งชี้ “แก่”
      
       
“ร่างกายรู้สึกล้าตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงบ่าย รู้สึกอ่อนเพลีย แม้จะนอนพักเพียงพอ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยไม่สามารถหยุดยั้งได้ ขี้หลง ขี้ลืม มากขึ้นเรื่อยๆ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดข้อ นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทดี ความรู้สึกว่าสมรรถภาพ หรือความต้องการทางเพศลดลง”
       คุณหมอกฤดากร บอกว่า ปัญหาต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความแก่หรือร่างกายเริ่มเกิดความเสื่อม
      
       
“ซึ่งโรคร้ายมากมายล้วนมีสาเหตุมาจากความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคต้อกระจก โรคเสื่อมระบบประสาท โรคกระดูกพรุน เป็นต้น จึงทำให้คนให้ความสนใจเรื่องความเสื่อมของร่างกาย และหาวิธีที่จะดูแลและป้องกันกันมากขึ้น”
      
       
และนี่คือ ที่มาของศาสตร์แห่งการชะลอวัย
      
       
ศาสตร์ชะลอวัย เน้นป้องกัน
      
       
“หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Anti-Aging มาบ้างแล้ว แต่อาจยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร ซึ่งการแพทย์เฉพาะทางด้านชะลอวัย (Anti-Aging Medicine) จะมุ่งเน้นการป้องกันโรคโดยอิงหลักธรรมชาติ การฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงการรักษาสุขภาพก่อนที่จะเกิดโรคที่เกิดจากความเสื่อม และการฟื้นฟูภาวะเสื่อมของร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น
      
       
โดยแพทย์จะใช้ความรู้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การตรวจวัดและรักษาปรับสมดุลระดับสารอาหารวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารสื่อประสาท รวมถึงฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย เป็นต้น ซึ่งส่งผลดีกับคุณภาพชีวิตในระยะยาว และการจะรักษาด้วยวิธีใดนั้น เราดูที่สาเหตุความเสื่อมของร่างกายว่ามาจากสาเหตุใด สามารถอธิบายแบ่งออกได้เป็น 2 เรื่องด้วยกัน
      
       
เรื่องแรก-สารอนุมูลอิสระ คือโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนที่ไม่สมดุล พยายามไปจับโมเลกุลเซลล์ปกติ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ไปทำลายเซลล์ที่ดีให้เสื่อมลง เมื่อเซลล์เสื่อมจึงทำให้อวัยวะทั้งหลายทำงานลดลง แล้วในที่สุดร่างกายก็เสื่อมตาม ทำให้ความแก่และโรคภัยต่างๆ มาเยือน”
      
       
คุณหมอบอกว่า พบสารอนุมูลอิสระได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย
       “ภายในร่างกาย คือ โดยธรรมชาติร่างกายของคนเราเป็นผู้สร้างสารอนุมูลอิสระนี้ขึ้นเองและสร้างอยู่ตลอดเวลาในขบวนการเผาผลาญอาหาร ซึ่งสารอนุมูลอิสระตัวร้ายนี้มีฤทธิ์ไปทำลายส่วนต่างๆ ของร่างกายในระดับของเซลล์ ค่อยๆ สะสมเป็นไปทีละเล็กทีละน้อยแล้วในที่สุดเซลล์ก็จะตายไปเอง
      
       
พบว่าอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์พันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ มีผลทำให้เซลล์ที่ถูกทำลายจะสามารถกลายเป็นเนื้อร้ายได้ เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคต้อกระจก
      
       
ส่วนสารอนุมูลอิสระที่พบจากภายนอกร่างกาย คือ มลภาวะเป็นพิษต่างๆ รังสี UVA และUVB ในแสงแดด ควันบุหรี่ เป็นแหล่งอนุมูลอิสระที่สามารถเข้ามาทำร้ายร่างกายและผิวพรรณของเราได้โดยตรง
      
       
สารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Anti-oxidant มีคุณสมบัติคือจับสารอนุมูลอิสระทำให้สารอนุมูลอิสระคงตัวไม่ไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ระดับการถูกทำลายจะช้าลง นี่ก็เป็นการชะลอความชราอีกวิธีหนึ่ง ในร่างกายตับสามารถผลิตสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดด้วยกัน
      
       
แต่เพราะความเสื่อมย่อมเกิดขึ้นตามวัย การผลิตสารอนุมูลอิสระดังกล่าวก็จะลดน้อยลง เราจึงควรทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) อัลฟาไลโพอิกแอสิด (Alpha Lipoic Acid ; ALA) และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) กับโพลีฟีนอล (Pholyphenols)และควรเลือกรับประทานอาหารประเภทที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี ทานผักและผลไม้ที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น”
       นอกจากนี้ คุณหมอแนะให้หลีกเลี่ยงมลภาวะที่เป็นพิษต่างๆ อย่างเช่น ควันรถ ควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงรังสีในแสงแดด UVA และ UVB รวมทั้งควรลดความเครียด
      
       
“เรื่องที่สอง ภาวะพร่องฮอร์โมนเร่งเสื่อม ฮอร์โมนมีหน้าที่คอยควบคุมทุกระบบในร่างกายรวมไปถึงจิตใจด้วย เช่น การเจริญเติบโต เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ความต้องการทางเพศ ควบคุมอารมณ์ ช่วยในเรื่องความจำ เป็นต้น
      
       
แหล่งที่ผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ได้แก่ ต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง หรือต่อมไทรอยด์ ถ้าระดับฮอร์โมนลดต่ำลงการทำงานของร่างกายก็จะไม่ดีเท่าที่ควร
      
       
หญิงวัยทอง ชายเซ็กซ์เสื่อม
      
       
“ตัวอย่างผู้หญิงที่อยู่ในภาวะประจำเดือนหมด (Menopause) มักจะมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกง่าย ขาดชีวิตชีวา เฉื่อยชา อารมณ์หดหู่ซึมเศร้าแต่บางครั้งก็หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เครียดและวิตกกังวลไม่มีสาเหตุ ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ มักจะปวดศีรษะบ่อย หน้าอกหย่อนยาน การตอบสนองทางเพศไม่เป็นที่พอใจ ช่องคลอดขาดความชุ่มชื้น ผมและผิวแห้งเสียสมดุล
      
       
ส่วนในผู้ชายที่สูงอายุก็จะผลิตฮอร์โมนเพศชายน้อยลงหรือบกพร่อง คือ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ขาดความกระปรี้กระเปร่าพละกำลังลดลง เริ่มลงพุง อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง่าย มักจะอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวบ่อยครั้งหรือบางครั้งหดหู่ซึมเศร้า ท้อแท้ต่อชีวิต ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ ปวดหลัง ปวดข้อ มีความเครียดง่ายขึ้นทำให้มีปัญหาสุขภาพหลายประการได้”
      
       
อย่างไรก็ตาม คุณหมออธิบายว่า อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือน หาใช่ผิดปกติจนถือว่าเป็นโรค เพียงแต่ทำให้เกิดความทุกข์ใจและทำให้คุณภาพชีวิตไม่ดีเท่าที่ควร สามารถให้ฮอร์โมนทดแทน เพื่อช่วยให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น ความจำดีขึ้น มวลกระดูกหนาแน่นขึ้น อารมณ์คงที่มากขึ้น
      
       
ทว่าการให้ฮอร์โมนทดแทนควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งควรไปเจาะเลือดตรวจระดับสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนเฉพาะบุคคล หมอชะลอวัยจะเป็นผู้แนะนำปริมาณสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของร่างกาย
      
       
และนี่แหล่ะค่ะ วิธีการป้องกันรักษาตามหลักชะลอวัยสไตล์

       

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

แจกแท็บเล็ตเด็กป1 ลดหรือเพิ่มปัญหาสังคม..!! (1)/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน



ขอบคุณภาพจาก zdnet.com
       เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ซึ่งมีนายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้จัดงานเสวนาเรื่อง “แจกแท็บเล็ตเด็กป1 ลดหรือเพิ่มปัญหาสังคม” สืบเนื่องมาจากการวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคมภายหลังจากรัฐบาลแจกแท็บเล็ตให้กับเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1แล้วปรากฏว่าเด็กนักเรียนสามารถเข้าถึงเวปไซต์ที่ไม่เหมาะสม ประเภทลามก อนาจารได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลบอกว่ามีการบล็อกเวปไซต์ที่ไม่เหมาะสมไว้แล้ว 
      
       บรรดานักวิชาการและผู้ที่อยู่ในแวดวงคนทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กต่างก็กังวลใจในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เพราะตั้งแต่ที่รู้ว่ามีนโยบายแจกแท็บเล็ตให้กับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก็เชื่อว่า ปัญหาจะค่อย ๆ ผุดออกมาเรื่อย ๆ เมื่อเด็กวัยนี้ได้รับและนำไปใช้แล้ว
      
       งานเสวนาในวันนั้นมีวิทยากร 4 คน ได้แก่ แพทย์หญิงจันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและพัฒนาการเด็ก นายกสมาคมนักวิจัยเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว , รองศาสตราจารย์นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก, นายวรพัฒน์ ทิวถนอมรองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และคุณอรุณี อัศวภาณุกุล ตัวแทนผู้ปกครองเด็กที่ได้รับแท็บเล็ต
      
       เนื้อหาในวันนั้นน่าสนใจทีเดียว อยากจะนำมาแบ่งปันให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับข้อมูลความรู้ โดยที่จะแบ่งเป็น 2 ตอน ในตอนแรกขอเน้นเรื่องที่คุณหมอจันทร์เพ็ญ นำเรื่องสมองของมนุษย์มาเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีได้อย่างเห็นภาพ และน่าจะเกิดประโยชน์อย่างมากสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก
      
       คุณหมอเริ่มจากประโยคที่ว่า สมองของมนุษย์มีชีวิต ขณะที่เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมืออุปกรณ์ เมื่อใดที่เราพึ่งพาเทคโนโลยีมากเท่าไร การทำงานของสมองก็จะลดลง ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องการจำจดเบอร์โทรศัพท์ จากเมื่อก่อนคนเราสามารถจดจำเบอร์โทรศัพท์ต่างๆ ได้มากมาย ปัจจุบันเราให้โทรศัพท์ทำหน้าที่นี้แทน ทำให้สมองของเราไม่สามารถจำเบอร์โทรศัพท์ต่าง ๆ ได้
      
       ยิ่งคนเราพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายมากเท่าไร...เทคโนโลยีจะทำให้คนเราสูญเสียความสามารถของสมองมากเท่านั้น 
      
       คุณหมอเล่าถึงเรื่องการทำงานของสมองมี 3 ส่วน
      
       หนึ่ง สมองสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งเป็นสมองส่วนล่างมีหน้าที่ทำตามสัญชาติญาณ หากินเพื่อการอยู่รอด สัตว์บางประเภทคลอดลูกออกมาก็ทิ้งลูก เป็นการเอาตัวรอด ทำอย่างไรชีวิตถึงจะอยู่รอดได้
      
       สอง สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม คือ นอกจากการมีชีวิตอยู่รอด ก็ต้องการอยู่รวมกันเป็นสังคม รักพวกพ้อง
      
       สาม สมองมนุษย์ คือ มีสมองส่วนบน สามารถคิดสิ่งใหม่ สมองส่วนนี้ไม่มีในสัตว์ เป็นการคิดแบบมีเหตุผล และเป็นสมองส่วนที่ทำให้เด็กมีความเป็นมนุษย์มากที่สุด
      
       “ที่ผ่านมาต้องถามว่าคนเราใช้สมองส่วนไหนเป็นหลัก สัตว์หากินเพื่อชีวิตอยู่รอด คนเราก็ไปซุปเปอร์มาร์เก็ต เราเลือกซื้อของกิน สมองส่วนล่างทำงาน แต่เราได้พัฒนาสมองส่วนบนมากน้อยแค่ไหน”
      
       การพัฒนาสมองต้องมีการเรียนรู้ ต้องมีลำดับขั้นตอน
      
       คุณหมอถามว่า พ่อแม่สอนให้ลูกใช้มีดเมื่ออายุเท่าไร เราสอนให้เด็กรู้จักมีดว่ารูปร่างมันเป็นแบบนี้นะ แต่เรายังไม่ให้เด็กใช้มีด เพราะมันเป็นของมีคม อันตราย เราต้องสอนว่าต้องจับมีดอย่างไร ใช้อย่างไร ทำให้ดู ทำให้เห็นจริง เราคงไม่ปล่อยให้เด็กใช้มีดตั้งแต่เล็กใช่ไหม เช่นเดียวกับการก้าวขึ้นบันได ต้องก้าวทีละขั้น ไม่ใช่ก้าวทีละสี่ขั้น ก็มีโอกาสพลัดตกได้
      
       เช่นเดียวกัน คนเราต้องมีขั้นตอนของการพัฒนาตามวัย เหมือนการสร้างบ้านต้องมีเสาเข็ม แท็บเล็ตเหมือนหลังคา เราต้องสร้างรากฐานที่ดีมั่นคงซะก่อนจากนั้นค่อยๆ สร้างบ้าน ทีละสเต็ป ลงเสาเข็มให้แน่น โรงเรียนก็มีส่วนสำคัญ เป็นผู้สร้างผนัง ฝาบ้าน เมื่อไรถึงใส่หน้าต่าง ใส่ประตู
      
       แล้วเทคโนโลยีต้องเป็นขั้นสุดท้าย 
      
       ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยเกี่ยวกับสมองของเด็กไทย พบว่าเด็กไทยมีความสามารถในการเรียนรู้น้อยลง IQ ต่ำลงเรื่อยๆ จากครั้งแรกที่ทำการสำรวจ IQ เฉลี่ยอยู่ที่ 92อีก 5 ปีต่อมา สำรวจอีกครั้ง เหลือ 89 และตัวเลขล่าสุดคือ 87เป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก เด็กไทยไอคิวลดลงต่ำลงเรื่อยๆ ทั้งที่หากวัดไอคิวเด็กแรกเกิดของไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกเลย มีไอคิวเฉลี่ยอยู่ที่ 130 กว่า ๆ ซึ่งสูงกว่าบางประเทศเสียอีก 
      
       คำถามคือทำไมเด็กไทยยิ่งโต ยิ่งไอคิวต่ำลง เพราะอะไร ?
      
       การเรียนรู้ และพัฒนาการตามวัยของเด็กมาถูกทางหรือไม่...
      
       เด็กปฐมวัย ควรเรียนรู้ทุกอย่างจากของจริง ให้เขาได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 6 ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี สมองถึงจะพัฒนาอย่างมีศักยภาพ รวมไปถึงควรสอนให้เขาช่วยเหลือตัวเองให้ได้ ไม่ใช่ไปพึ่งพิ่งกับเทคโนโลยี
      
       “ในช่วง 2 ขวบปีแรกของชีวิต ไม่ควรดูทีวีเลย แต่หมออยากบอกว่าไม่อยากให้ดูในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เพราะสมองของเด็กยังไม่สามารถแยกแยะเรื่องจริง กับเรื่องในทีวีได้ แล้วในทีวีก็ มีแค่ 2 สัมผัส คือ เสียง และภาพ เท่านั้น จึงไม่สามารถเสริมสร้างพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดีให้เด็ก ๆ ได้ พ่อแม่บางคนชอบให้ลูกดูสารคดีตั้งแต่ลูกเล็ก ๆ ประเภทรายการสารคดีดัง ๆ แล้วมองว่ามันดี มีประโยชน์กับเด็ก เช่น สัตว์ออกลูกมาเป็นไข่ ตัดภาพมาให้เห็น สักพักก็จะกลายเป็นตัว แล้วตัดภาพมาว่าสักพักก็เติบโต พัฒนาการต่าง ๆ เหล่านี้ เด็กเห็นก็จะไม่เข้าใจ อาจเข้าใจผิดว่า มันสามารถเกิดขึ้นได้ภายในเวลาไม่นานเหมือนในทีวี”
      
       ปัจจุบันเด็กไทยมีปัญหาเรื่องการใช้สมองเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีทุกชนิดไม่เหมาะกับเด็กปฐมวัย 
      
       ผู้ใหญ่ควรสอนเด็กให้มีความเป็นมนุษย์ให้มากที่สุด เทคโนโลยีเป็นแค่เครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้น เราควรเลือกใช้ว่า เมื่อไหร่ควรใช้ เมื่อไหร่ควรสอน การสอนให้เด็กเรียนรู้ต้องสอนแบบเป็นขั้นตอน เริ่มจาก 1 ก่อน แล้วต่อเป็น 2 3 4 ไม่ใช่กระโดดข้ามขั้น
      
       และอีกเรื่องหนึ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมากก็คือ เทคโนโลยีปีประเภท Virtual Reality ที่มาแรงมาก ในขณะที่เด็กเล็กยังแยกแยะไม่ได้ ที่ผ่านมาเรามุ่งแต่ให้อยากเด็กมีความเสมอภาคกัน แต่อยากจะบอกว่าเด็กก็เสียสิทธิในการพัฒนาสมองด้วยเหมือนกัน
      
       ท้ายสุดคุณหมอกล่าวว่า ไม่ได้คัดค้านการแจกแท็บเล็ต เพราะคุณหมอก็ใช้ และที่ให้ข้อมูลมาทั้งหมดก็คงไม่มีคำตอบว่าการแจกแท็บเล็ตเด็กป1 ลดหรือเพิ่มปัญหาสังคม อยากทิ้งเอาไว้ให้ผู้ใหญ่ใช้สมองในการตอบคำถามเอง
      
       แล้วคุณล่ะ..ตอบคำถามแบบไหน..!!
      
       (สัปดาห์หน้าพบกับตอนที่ 2 ค่ะ)

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

เป็นพ่ออย่างไรให้ได้ใจลูกและภรรยา



ขอบคุณภาพจาก hamiltonbeach.com
       เมื่อต้องเป็น"พ่อ" คำ ๆ นี้ทำให้ผู้ชายหลายคนเปลี่ยนแปลงไป บางคนก็เปลี่ยนไปในทางที่ดี แต่บางคนก็เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง ที่สำคัญ มีคุณพ่อหลาย ๆ คนประสบปัญหาในการปรับตัวเมื่อต้องมีลูกคนแรก เพราะการกินอยู่หลับนอน กิจวัตรประจำวันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คุณพ่อหลายคนเจอกับความเปลี่ยนแปลงที่ตนเองรับมือไม่ทันนี้เข้าไป ก็กลายเป็นคนขี้รำคาญ โมโหง่าย ไม่น่ารักเหมือนในอดีต แถมบางทียังพาลใส่คุณแม่ในลักษณะต่าง ๆ เช่น ต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง นอกใจ ซึ่งคุณแม่พอเจอสามีแบบนี้เข้าไปก็ย่อมเสียใจ และหมดความอดทน เพราะไหนตนเองจะเหนื่อยเลี้ยงลูก ยังต้องมาเหนื่อยใจกับสามีที่เปลี่ยนไปอีก พาลแยกทางกันได้ง่าย ๆ
     
       แท้จริงแล้ว การสร้างครอบครัว และการเลี้ยงลูกให้ดีได้นั้น ทั้งพ่อและแม่ไม่สามารถโยนหน้าที่ความรับผิดชอบนี้ให้พ้นตัวไปได้ หรือการจะแบ่งหน้าที่แยกกันให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปเลยว่า สามีทำงานนอกบ้านแล้ว งานในบ้านและการเลี้ยงลูกเป็นหน้าที่ของภรรยา ก็เป็นความคิดที่ล้าหลังมากเกินไปสำหรับสมัยนี้
     
       ดังนั้น สำหรับคนที่ยังไม่ทราบจะปรับตัว - เตรียมตัวอย่างไร เราจึงมีคำแนะนำเบื้องต้นในการเป็น "พ่อที่ดี" มาฝากกันค่ะ เริ่มจาก
     
       1. ไม่แสดงทีท่ารำคาญต่อเสียงร้องไห้ของลูก หรือแสดงความรังเกียจลูก
     
       คุณพ่อหลายคนต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่บ้างกับการมีเสียงร้องไห้ของลูกในตอนดึก ๆ จากที่เคยนอนท่ามกลางความเงียบสงบก็กลายเป็นนอนไม่ได้ พออดนอนก็นำไปสู่ความหงุดหงิด โมโหง่าย ฉุนเฉียว และเมื่อเจอกับสถานการณ์ลูกร้องกลางดึกบ่อยเข้า ก็ทำให้คุณพ่อบางคนอดไม่ได้ที่จะแสดงความรำคาญ บ่น หรือแสดงความรังเกียจ (เสียงร้อง) ลูก รวมถึงตำหนิภรรยาของตนเองว่าทำไมถึงไม่สามารถทำให้ลูกเงียบเสียงลงได้ (ทั้ง ๆ ที่ภรรยาก็เพิ่งคลอดลูกมาได้ไม่นานด้วย) ขณะที่คุณพ่อบางคนถึงกับหนีไปนอนห้องอื่น ปล่อยให้ภรรยารับมือกับการร้องไห้ของลูกแต่เพียงลำพัง สุดท้ายต่างฝ่ายต่างเหนื่อย ส่งผลให้สามีภรรยาต้องทะเลาะกันด้วยเรื่องนี้ก็มี
     
       หากครอบครัวใดกำลังเจอปัญหานี้ จะให้ตำหนิคุณพ่อว่าเห็นแก่การนอนของตัวแต่เพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้ เพราะการนอนหลับพักผ่อนของคุณพ่อก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็อย่าลืมว่าคนเป็นแม่ก็ต้องการการพักผ่อนไม่แพ้กัน ดังนั้น การจะรับมือกับปัญหาเสียงลูกร้องกวนจึงต้องผนึกกำลังกันทั้งพ่อและแม่ ช่วยกันอุ้มลูก ปลอบลูก เหนื่อยก็ให้กำลังใจกัน อย่าโมโหใส่กัน อีกอย่าง เด็กเขาก็ไม่ร้องแบบนี้ไปตลอดหรอกค่ะ พอผ่าน 2 - 3 เดือนแรกไปได้ ส่วนมากก็จะเริ่มเข้าที่เข้าทาง ไม่ร้องกลางดึกกันแล้ว
     
       2. เข้ามาเล่นกับลูก
     
       แม่ทุกคนแม้จะเลี้ยงลูกเหนื่อยแค่ไหน หรือเจ็บแผลหลังคลอดอย่างไร แต่ถ้าได้เห็นว่า ลูกน้อยกับพ่อของเขาเข้ากันได้ดี ไม่มีปัญหา กำลังใจจะตามมาอีกเป็นกอง ดังนั้น คุณพ่อสามารถใช้จุดนี้เพิ่มกำลังใจให้ภรรยาได้ด้วยการหมั่นมาอุ้มลูก เล่นกับลูก หอมลูก กล่อมลูก บ่อย ๆ ค่ะ
     
       3. หาพูดดี ๆ มาพูดกับภรรยา
     
       ไม่มีใครชอบการโดนตำหนิ แม้แต่ตัวคุณพ่อเอง ดังนั้น เมื่อใจของเรายังไม่ชอบ ก็อย่าหยิบยกคำพูดประเภท "เป็นแม่ภาษาอะไร เรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้, เธอนี่ใช้ไม่ได้เลย, ไม่ไหวจริง ๆ, แย่, น่าเบื่อ, น่ารำคาญ" ฯลฯ มาต่อว่าภรรยาที่อยู่บ้านเลี้ยงลูกกันเลยค่ะ เพราะมีแต่จะทำร้ายจิตใจของคนฟังกันเสียเปล่า ๆ อีกทั้งการหาคำพูดดี ๆ เรื่องขำ ๆ เรื่องของความสุขมาคุยกับภรรยาไม่ใช่เรื่องยากเลย โดยเฉพาะหากคุณพ่ออยู่ที่ทำงานก็น่าจะได้พบเจอเรื่องราวมากมาย คงมีอะไรดี ๆ เก็บมาเล่าเป็นแน่ หรือระหว่างวันหากมีใจโทรศัพท์มาไต่ถามทุกข์สุขบ้างน่าจะดีกว่าเป็นไหน ๆ ยิ่งโทรศัพท์สมัยนี้ไฮเทค คุยแบบเห็นหน้ากันก็ได้ หรือหากนึกคำพูดไม่ออกจริง ๆ ก็บอกไปเลยว่ารัก คิดถึง และเป็นห่วง สามคำนี้มีความหมายอย่างมากกับภรรยาที่อยู่บ้านเลี้ยงเจ้าตัวเล็กค่ะ ส่วนคำพูดที่ทีมงานหยิบขึ้นมาเอ่ยด้านบน อย่าเอ่ยได้เป็นดีค่ะ เพราะสามารถทำให้ภรรยาที่เลี้ยงลูกอยู่คิดมาก วิตกกังวล เครียด ครบสูตรอาการซึมเศร้าหลังคลอดเลยทีเดียว
     
       4. ไม่ยึดติดในกิจวัตรเดิมของตน
     
       การมีสมาชิกใหม่ในบ้าน ย่อมต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายหลายประการ ดังนั้น คุณพ่อไม่ควรยึดติดอยู่กับกิจวัตรประจำวันเดิมของตน เช่น เคยตื่นแปดโมงเช้า ก็ยังอยากตื่นแปดโมงเช้า ใครมาทำให้ตื่นก่อนจะโมโห กระฟัดกระเฟียด ฮึดฮัด (ส่วนมากเด็ก ๆ มักจะร้องตอนเช้าตรู่เพราะหิวนม ต้องลุกมาอุ้มกันให้อลหม่าน) หรือเคยมีภรรยาหาข้าวหาปลาให้รับประทาน ตอนนี้ภรรยาต้องไปดูลูกก่อนเป็นอันดับแรก คุณพ่อจะมาน้อยอกน้อยใจ ประชดภรรยาก็ไม่ควร เพราะเป็นเรื่องของความจำเป็น และต้องเห็นอกเห็นใจกันให้มาก ๆ ในช่วงแรกของการเลี้ยงลูก อย่าปล่อยให้ภรรยาเหนื่อยอยู่คนเดียว หรือรู้สึกว่าคุณพ่อกลายเป็นภาระที่เธอต้องแบกเอาไว้ด้วยอีกคนนอกจากลูกอ่อน
     
       ทางที่ดี หากคุณพ่อมีโอกาสเตรียมตัวเตรียมใจตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็ควรคิดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดเหล่านี้เอาไว้ด้วย ว่าถ้าลูกคลอดแล้ว กิจวัตรใดบ้างที่ต้องเปลี่ยนไป คุณจะทำอะไรเพื่อแบ่งเบาภาระของภรรยาได้บ้าง และจะทำอย่างไรที่จะช่วยให้ภรรยาของคุณไม่เหนื่อยในการเลี้ยงลูกจนเกินไป
     
       5. ช่วยเลี้ยงลูก อุ้มลูกยามร้องไห้ 
     
       ขอเรียนว่า ผู้ชายที่สามารถเลี้ยงลูก อุ้มลูก กล่อมลูกยามร้องไห้ให้สงบลงได้นั้นจะได้ใจภรรยาไปอีกมาก เพราะไม่มีแม่คนไหนไม่รู้สึกปลื้มใจกับภาพที่เห็นหรอกค่ะ โดยเฉพาะเป็นภาพของความอ่อนโยนที่ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าพ่อแสดงต่อลูกด้วยแล้ว โดนใจคุณแม่เต็ม ๆ ค่ะ แต่ถ้าลูกงอแง คุณพ่อเข้าไปอุ้มแล้วลูกโวยวายไม่ยอมให้อุ้ม ก็อยู่ข้าง ๆ เป็นเพื่อนภรรยา คอยให้กำลังใจก็ยังดี
       6. แสดงความรักต่อลูกและภรรยา
     
       เมื่อคลอดลูก นอกจากเจ้าตัวเล็กที่ยังไม่ประสีประสาแล้ว ภรรยาของคุณก็ต้องการการดูแลอย่างมากด้วยเช่นกัน แม้ภรรยาบางคนจะบอกตัวเองว่าเป็นหญิงแกร่ง อึด ฉันทำได้ ฉันสู้ไหว แต่อย่าลืมว่า งานเลี้ยงลูกเป็นงานที่เหนื่อย (เหนื่อยกว่าการเข้าประชุมของคุณพ่อทั้งหลายมากมายนัก) หากพวกเธอได้กำลังใจดี ๆ จากสามีอย่างคุณผู้ชายทั้งหลายด้วยแล้ว เธอจะยิ่งมีแรงสำหรับการเลี้ยงลูกมากขึ้น
     
       อย่างไรก็ดี คุณพ่อหลายคนมักเอางานมาอ้าง ว่าประชุมเหนื่อยมาก ต้องรับมือกับลูกค้าทั้งวัน กลับถึงบ้านอยากจะนอนอย่างเดียว ไม่อยากเล่นกับลูก ไม่อยากอุ้ม ฯลฯ แต่ก็อย่าลืมว่า ลูกค้าเหล่านั้น พอเขาได้สิ่งที่เขาต้องการ เขาก็ไป คุณพ่อก็หมดความหมายสำหรับลูกค้าแล้ว แต่กับภรรยาและลูกที่บ้านเขามีแต่คุณพ่อ รอแต่คุณพ่อคนเดียว หากคุณพ่อไม่กลับบ้าน หรือกลับดึก หรือในอนาคตแก่เฒ่าลง คนที่ห่วงและอยู่คอยดูแลคุณพ่อก็คือครอบครัวนั่นเอง ไม่ใช่ลูกค้าหรอกค่ะ
     
       7. คอยให้ความช่วยเหลือภรรยา
     
       อย่าลืมว่าหลังคลอด ภรรยายังต้องกลับไปพบแพทย์อีกเป็นระยะ เพื่อตรวจบาดแผล และความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกาย ในกรณีนี้ หากคุณพ่อเป็นผู้พาภรรยาไปพบแพทย์ได้ควรเป็นฝ่ายพาไป อย่าละเลย หรือมองว่าภรรยาสามารถไปเองได้ ฉันนอนอยู่บ้านดีกว่า เพราะการไปพบแพทย์ มีหลายครั้งที่แพทย์จะแจ้งข้อมูลสำคัญ หรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพ การที่คุณพ่อซึ่งเป็นสามี และเป็นคนที่แต่งงานกับคุณแม่โดยตั้งใจว่าจะดูแลกันและกันไปตราบนานเท่านาน (น่าจะเป็นเช่นนั้นทุกคู่ใช่ไหมคะ) ไปรับฟังความเป็นไปของภรรยาก็น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว
     
       8. ดูแลความเป็นไปต่าง ๆ ในบ้าน
     
       บางครอบครัว ภรรยาเป็นผู้รับผิดชอบหน้าที่การจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเก็บขยะ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าหนังสือพิมพ์ เปลี่ยนหลอดไฟ สั่งแก๊ส จ่ายบัตรเครดิต ฯลฯ เรียกว่าหน้าที่จิปาถะในบ้านเธอรับผิดชอบหมด แต่ในช่วงหลังคลอด - เลี้ยงลูก คุณแม่ต้องการการพักผ่อน และอาจไม่ได้ลุกขึ้นมาทำหน้าที่เหล่านั้นได้สะดวกเหมือนเคย คุณพ่อควรรับหน้าที่นี้แทน ซึ่งเราเชื่อว่า หากทำได้ดี ก็จะช่วยให้คุณแม่พักผ่อน - เลี้ยงลูกได้อย่างสบายใจอีกด้วย
     
       9. ลดความคาดหวังเรื่องงานบ้านในช่วง 3 ปีแรก
     
       บ้านอาจจะรกหน่อย เพราะคุณแม่ไม่ว่างพอจะเก็บ อาจจะมีฝุ่นเยอะขึ้นบ้าง เพราะไม่ได้ถูบ่อยเหมือนเคย ต้นไม้อาจจะเหี่ยวไปบ้าง ตายไปบ้าง กับข้าวอาจจะไม่ได้ทำบ่อยเหมือนเมื่อก่อน ฯลฯ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายครอบครัวที่มีลูกและไม่ได้จ้างคนทำงานมาช่วยดูแลลูก - ดูแลบ้าน
     
       สำหรับคุณพ่อที่เจอกับสภาพนี้แล้วรับไม่ได้ แทนที่จะบ่นภรรยาว่าทำไมไม่ทำ อาจลองควักเงินไปจ้างคนงานมาช่วยทำความสะอาด ช่วยซักผ้า ถูบ้าน กวาดบ้าน ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ ล้างรถ ขัดรองเท้า รีดผ้า ทำกับข้าว ฯลฯ ดูก็ดีค่ะ เพราะจะช่วยผ่อนแรง - ผ่อนใจให้ภรรยาได้อีกเยอะมากเลยทีเดียวเพราะการทำเช่นนั้นก็ช่วยให้ภรรยารู้สึกดีที่คุณพ่อไม่ลืมว่าคุณพ่อแต่งงานกับเธอเพราะอะไร ไม่ใช่เพื่อต้องการให้เธอมาทำงานบ้าน รับใช้เยี่ยงทาส แต่แต่งงานมาเพราะต้องการดูแลกันและกัน ดังนั้นวันที่เธอเหนื่อยหรือวุ่นกับการเลี้ยงลูก ถ้ายังไม่สะดวกจะจ้างคนมาช่วยงานบ้าน ก็อย่าเพิ่งคาดหวังในเรื่องที่เพิ่มความเหนื่อยให้เธอก็จะดีค่ะ
     
       10. รับมือกับคำวิจารณ์จากคนรอบข้าง
     
       เชื่อแน่ว่าต้องมีกับการวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำให้ภรรยาไม่สบายใจ เป็นทุกข์ ซึ่งบางทีคนที่พูดก็เป็นคนใกล้ตัว ญาติพี่น้อง พ่อแม่ทั้งฝ่ายสามีหรือฝ่ายภรรยานี่เอง หากเป็นการวิจารณ์จากฝ่ายญาติสามี คุณพ่อควรเป็นคนออกหน้ารับแทน หรือแก้ตัวให้ภรรยาจะดีกว่าปล่อยให้ภรรยาต้องทนฟังสิ่งที่ทำให้เธอไม่สบายใจ โดยเฉพาะการพูดในลักษณะเปรียบเทียบ เช่น การเป็นแม่ในยุคนี้สบาย มีคนทำให้ทุกอย่าง การเป็นแม่ในยุคก่อนลำบาก ต้องทำทุกอย่างเอง และมักจะมาจบลงที่ความต้องการให้แม่ยุคนี้ทำให้ได้เหมือนที่แม่ในยุคก่อนเคยทำ
     
       หรือบางครั้งก็เรื่องอื่น ๆ เช่น ทำไมไม่ตั้งชื่อแบบนี้ ทำไมต้องใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ทำไมไม่ให้ทารกดื่มน้ำ ทำไมปล่อยให้บ้านรก ทำไมและทำไม ฯลฯ คำวิจารณ์บางส่วนอาจออกแนวต้องการเอาชนะคะคาน หรือต้องการให้ทำตามด้วยซ้ำ หากไม่ทำตามก็จะนำไปสู่ความไม่พอใจ และอื่น ๆ อีกหลายอย่างตามมา ทั้ง ๆ ที่ผู้วิจารณ์นั้นก็เป็นญาติสนิทมิตรสหายกันทั้งสิ้น ดังนั้น การจะปลดชนวนความเครียดเหล่านี้ได้ คุณพ่อควรโดดเข้ามารับมือเสียแต่เนิ่น ๆ ไม่ควรให้ภรรยาที่เหนื่อยจากการคลอด - เลี้ยงลูกมารับฟังเรื่องราวที่ทำให้ไม่สบายใจเหล่านี้ค่ะ
     
       ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่านี่คือคำแนะนำเบื้องต้นของการเป็นพ่อที่ดี ทีมงานเชื่อว่าในแต่ละครอบครัวยังอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมาก หรือบางครอบครัว ทำได้แค่ครึ่งหนึ่งของ 10 ข้อนี้ก็ทำให้ภรรยาชื่นใจได้แล้ว
     
       ดังนั้น หากครอบครัวใดมีคำแนะนำดี ๆ เพิ่มเติม ทีมงานขอน้อมรับด้วยความขอบคุณค่ะ

10 แนวทางรักสามีให้มากขึ้นอีกนิด


       หลังจบงานแต่งงาน และเข้าสู่ช่วงเวลาของการใช้ชีวิตคู่ เชื่อว่าคงมีผู้หญิงหลายคนเคยถามตัวเองอยู่บ้างเหมือนกันว่า ตกลงแล้ว เราคิดถูกจริง ๆ ใช่ไหมที่แต่งงานกัน เพราะบางคนอาจเจอกับประสบการณ์ไม่ดีในการใช้ชีวิตคู่ หรือบางคนก็อาจไม่ประทับใจในนิสัยบางอย่างของสามีจนนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งด้วยเรื่องดังกล่าว หรือบางคนเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เจอเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างจนไม่แน่ใจว่าความรักนั้นจืดจางไปแล้วหรือยัง
      
       หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่เผชิญคำถามดังกล่าว วันนี้เรามีแนวทางดี ๆ มาฝากกันที่อาจช่วยให้คุณได้มองเห็นในอีกด้านที่ดี ๆ ของสามีที่คุณลืมมองไปนานมากแล้ว หรืออาจไม่เคยคิดจะมองมาก่อน
      
       1. ลองพูดจากับเขาด้วยถ้อยคำดี ๆ
      
       คนเราแต่งงานกันไปนาน ๆ ก็ยิ่งคุ้นเคยกันมากขึ้น ความรู้สึกเกรงใจกันเหมือนสมัยคบกันเป็นแฟนก็เลยลดน้อยลง ทำให้สาว ๆ หลายคนเผลอทำนิสัยไม่ดีกับสามีตัวเอง โดยเฉพาะกับสาว ๆ ที่ชอบดูละครหลังข่าวเป็นชีวิตจิตใจ และบางทีก็เผลอนำนิสัยของตัวละครหลังข่าวมาใช้กับสามีด้วย นั่นก็คือการกระแนะกระแหน จิกกัด บ่น หรือการด่าทอด้วยถ้อยคำไม่ดีต่าง ๆ ซึ่งผู้ชายส่วนมากไม่รู้สึกดีกับพฤติกรรมแบบนี้ของภรรยาหรอกค่ะ การพูดจากับเขาด้วยถ้อยคำดี ๆ พูดด้วยความเคารพ และให้เกียรติจะช่วยให้คุณสามีของคุณรู้สึกได้ถึงความรักของคุณมากกว่า และทำให้บรรยากาศภายในบ้านเป็นไปอย่างราบรื่นด้วย
      
       2. ทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น
      
       ผู้ชายบางคนอาจเป็นคนชอบทำบ้านรก เก็บสิ่งของต่าง ๆ ไม่เป็นระเบียบ ผู้ชายบางคนอาจเป็นคนมีเพื่อนเยอะ ชอบเฮฮาสังสรรค์ ผู้ชายบางคนอาจจุกจิกจู้จี้ขี้บ่น ฯลฯ เหล่านี้ เมื่อก่อนตอนคบเป็นแฟนยังไม่แต่งงานกัน คุณอาจเคยยอมรับได้ แต่พอแต่งงานแล้ว กลับต้องการให้เขาเปลี่ยน หรือลด ละ เลิกนิสัยเหล่านี้เสียนี่ การลองทำใจ และเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็นอาจช่วยให้คุณมองสามีในแง่ดี ๆ ได้มากขึ้น และรักเขามากขึ้นได้ค่ะ
      
       3. ให้พื้นที่่ส่วนตัวกับสามีบ้าง
      
       ผู้ชายมักทำบ้านรกได้ง่ายกว่าผู้หญิง และผู้ชายบางคนก็ชอบซ่อมท่อน้ำ ซ่อมไฟ ซ่อมของเล่นลูกด้วยตัวเอง หรือบางคนก็ชอบปลูกผักปลูกหญ้า ทำสวน ซึ่งกิจกรรมสุดโปรดเหล่านี้ของคุณผู้ชายประจำบ้านนั้นนำมาซึ่งความรกอย่างหลีกเลี่ยงไมไ่ด้ ขณะที่การรักษาความสะอาดดูจะเป็นหน้าที่ของแม่บ้าน วันใดมีเพื่อนบ้านมาเยี่ยม หรือแม่สามีมาเยือน หากบ้านสะอาดก็จะรู้สึกปลอดภัยขึ้นหน่อย ความแตกต่างข้อนี้ทำให้ภรรยาบางท่านเคร่งครัดในความสะอาด และความมีระเบียบมากจนไม่เหลือพื้นที่ส่วนตัวให้พ่อบ้านทำรกได้เลยนั่นเอง
      
       การที่คน ๆ หนึ่งไม่รู้สึกว่าตนเองมีพื้นที่ส่วนตัวในบ้าน ย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นได้ และนำไปสู่ความจืดจาง หมางเมินในรักระหว่างกันได้ในที่สุด เพราะฉะนั้น ลองให้พื้นที่เขาสักหน่อย ทำใจปิดตาข้างหนึ่ง มองไม่เห็นความรกเสียบ้าง ความรักระหว่างคุณกับสามีอาจดีขึ้นได้ค่ะ
      
       4. ปกป้องเขาบ้าง
      
       แม้เขาจะเป็นผู้ชาย เป็นคนที่สัญญาว่าจะปกป้องและอยู่เคียงข้างคุณ แต่ตัวสามีของคุณสาว ๆ เองก็ต้องการการปกป้องเช่นกัน ทั้งจากความกดดันในหน้าที่การงาน การเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี ฯลฯ ดังนั้น อย่าใจร้ายปล่อยให้เขายืนโดดเดี่ยวในวันที่เขาหกล้ม เพราะก้าวพลาดกันเลยค่ะ
      
       5. สร้างเสียงหัวเราะให้ครอบครัว
      
       ความสามารถในการสร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะนั้น ทำให้คนใกล้ตัวรู้สึกดีและมีความสุข หากที่ผ่านมาคุณลืมทำข้อนี้ไปนานมากแล้ว ก็อย่ารอช้ารีบพัฒนาทักษะนี้โดยด่วน เพราะแม่บ้านอารมณ์ดี มีความสุข สามี (และลูก ๆ) ก็สบายใจตามไปด้วย
      
       6. ยอมรับในความผิดพลาดของตัวเองบ้าง
      
       ต้องยอมรับว่าผู้หญิงส่วนหนึ่งเอาแต่ใจ (ไม่รู้ไปพัฒนานิสัยนี้กันตอนไหน) ไม่ว่าเธอจะถูกหรือผิดก็จะยินดีมากหากตนเองไม่ใช่คนที่ต้องเริ่มง้อก่อน ดังนั้น หากที่ผ่านมาคุณเป็นคนเอาแต่ใจขั้นเทพ อาจต้องยอมลดราวาศอกลงบ้าง แค่นั้นก็ช่วยให้สามีรู้สึกได้ว่าคุณรักเขามากขึ้นแล้ว
      
       7. หาเวลาปรนนิบัติเอาใจเขาบ้าง
      
       ไม่ใช่ต้องการให้คุณภรรยากลับไปเป็นสาวโบราณ ดูแลปรนนิบัติพัดวีจนถึงขนาดต้องกราบสามีก่อนเข้านอน แต่การนวดให้เขาบ้าง หวีผมให้บ้าง ถักเสื้อให้บ้าง ทำอาหารอร่อย ๆ ให้รับประทานบ้าง หรือดูแลเอาใจใส่ในเรื่องที่คุณไม่เคยทำ หรือทำเมื่อนานมาแล้วบ้าง ก็คงทำให้สามีรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจขึ้นมาไม่น้อย
      
       8. เวลาทะเลาะกันอย่าฟูมฟาย หรือคิดเรื่องเลิกรา 
      
       หากเกิดสถานการณ์ระเบิดลงในบ้าน ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุใด การร้องไห้ฟูมฟาย เก็บกระเป๋าออกจากบ้าน ขว้างปาข้าวของ หรือทำร้ายร่างกายไม่ใช่เรื่องดีแน่ (แต่สาว ๆ หลายคนก็ตัดสินใจทำเพราะต้องการเรียกร้องให้สามีหันมาสนใจ) บางทีลองนั่งเงียบ ๆ คิดในแง่ดีเอาไว้ให้มาก ๆ และพยายามเข้าใจ
      
       9. เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
      
       เราคงเคยเห็นภาพของภรรยาคนเก่งที่เป็นช้างเท้าหน้ากันมาพอสมควร แต่บางที การเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ยิ่งเป็นช้างเท้าหลังให้กับหัวหน้าครอบครัวของตัวเองอย่างสามีด้วยแล้ว ยิ่งจำเป็นอย่างมาก ผู้ชายจำนวนมากต้องการกำลังใจ และการสนับสนุนจากภรรยาทั้งในเรื่องงาน การเรียน หรือเป้าหมายอื่น ๆ ที่เขาต้องรับภาระ ดังนั้น ลองมาเป็นช้างเท้าหลังกันบ้างเถอะค่ะ
      
       10. อย่าถือเป็นบุญคุณ
      
       ทั้งหมดที่ทำให้กับสามี หรือทำให้กับครอบครัว ภรรยาทุกคนย่อมรู้สึกอยากได้รับการขอบคุณตอบแทน แต่น่าเสียดายที่บางคนไม่รู้สึกว่าตนเองได้รับความรักความขอบคุณตอบแทนมาจากครอบครัว และเผลอออกปากทวง - ลำเลิกถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองทำลงไป และนั่นอาจทำให้สิ่งที่ทำมาทั้งหมดสูญเปล่าไปจริง ๆ
      
       ภรรยาหลายคนทราบดีถึงความน่ารักของสามีตัวเอง และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือรูปลักษณ์ภายนอก (ของสามี) เปลี่ยนไปอย่างไร เธอก็ยังมองเขา และรักเขาคนเดียวไม่เคยเปลี่ยน แต่ด้วยสาเหตุหลาย ๆ ประการทำให้ชีวิตคู่ไม่ง่ายที่จะจูนกันให้ลงตัว จนนำไปสู่ความเบื่อหน่ายหมางเมิน เพราะฉะนั้น วันนี้อาจเป็นโอกาสดีที่จะลองทำสิ่งใหม่ ๆ ทำสิ่งดี ๆ เพื่อคนที่รักให้รักกันมากขึ้นก็เป็นได้ เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวค่ะ